วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เมื่อแมว เป็นโรคทางเดินปัสสาวะ



โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ เชื้อที่พบ Escherichia coli ,Streptococcus , Enterococcus , Staphylococcus และ , Enterobacter , Proteus , Klebsiella ,
และPseudomonas . E. coli เป็นสิ่งมีชีวิตที่พบมากที่สุดที่พบในแมว



วิธีการสังเกตุ
สัตว์จะฉี่เหม็นมากชอบเลียอวัยวะเพศขณะที่ฉี่เสร็จ
สีจะเข้มมาก  บางครั้งอาเจียน มีไข้
สัตว์เริ่มจะฉี่ไม่เป็นที่เป็นทาง ฉี่ไม่ค่อยสุด อาจเดินตัวโก่งๆ




มาดูสิในอาหารแมวมีอะไร

ในอาหารสุนัขและแมวมีอะไรบ้าง? 


คาร์โบไฮเดรต

โปรตีน

เกลือแร่

ไขมัน
สารปรุงแต่งกลิ่น (ปลาไก่กุ้ง)





ประเภทของอาหารแมว

การเลี้ยงแมวตามบ้านส่วนใหญ่ของคนไทย ผู้เลี้ยงมักเลี้ยงแมวด้วยอาหารที่ปรุงขึ้นเองในครัว เช่น ข้าวคลุกปลาหรือไข่ต้มหรือน้ำแกงจืด ซึ่งแมวก็อยู่ได้ แต่ถ้าต้องการเลี้ยงอย่างดีเป็นพิเศษ ในบางครั้งอาจมีการเสริมอาหารประเภทเนื้อ นม เสริมให้กิน
สำหรับชนิดของอาหารแมวนั้น สามารถแบ่งออกได้ 3-4 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่สามารถซื้อหามาปรุงเอง อาหารสดหรืออาหารสำเร็จรูป ซึ่งอาหารเหล่านี้มีความแตกต่างกันไปในแง่ของรสชาด คุณภาพ ราคาและคุณค่าของอาหาร ซึ่งผู้เลี้ยงสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

[แก้]

แมวตัวไหนปากเหม็นยกมือขึ้น

เมื่อเจ้าเหมียวปากเหม็น

ฟัน อุปกรณ์สำคัญในการบดเคี้ยวอาหารไม่ว่าจะเป็นของคนหรือสัตว์ต่างก็ต้องได้รับการดูแล เป็นอย่างดีเพราะหากเราปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจปัญหาก็จะตามมา

    โดยทั่วไปของคนที่เลี้ยงแมวนั้นมักที่จะไม่ค่อยได้สนใจหรือใส่ใจเรื่องสุขภาพช่องปากของเจ้าเหมียวสีกเท่าใดนัก เพราะจุดหลักก็จะมุ่งไปดูแลเรื่องอาหารการกินของเจ้าเหมียวมากว่าที่จะสนใจเรื่องช่องปากของเจ้าเหมียว


แมวก็มีโรคประจำตัวนะ

   แม้แมวจะได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายไม่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงบางชนิดก็ตาม แต่ถ้าจะมาวิเคราะห์กันให้ถ่องแท้แล้ว แมวก็ยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีโรคประจำตัวเหมือนกัน ต่อไปนี้คือโรคของแมวแต่ละสายพันธุ์ที่
พบบ่อยๆ ดังนี้

1. พันธุ์อบิซซิเนียน
- เหงือกอักเสบ
- ขนร่วงเนื่องจากอารมณ์ผิดปกติ

2. อเมริกัน เคิร์ล
- ติดเชื้อในใบหู

3. บาลีนีส
- โรคหัวใจ
- ติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น
- สูญเสียความร้อนในร่างกายง่าย

4. เบงกอล
- ไวต่อการแพ้ยาสลบ วัคซีนและยาฆ่าแมลง
- สะบ้าหลุดง่าย

5. บอมเบย์
- ต่อมหัวตาอักเสบ
- เพดานโหว่
- กะโหลก กรามและฟันผิดปกติ

6. บริติช ชอร์ทแฮร์
- โรคหัวใจ- ฮีโมฟิเลียบี (โลหิตไหลไม่หยุด)
- สะบ้าหลุดง่าย

7. เบอร์มีส
- ต่อมหัวตาอักเสบ
- เพดานโหว่
- ขนร่วงเนื่องจากอารมณ์ผิดปกติ
- กะโหลกกรามและฟันผิดปกติ
- โรคในช่องหู

8. ซานติลลี่ / ทิฟฟานี
- เครียดเมื่ออยู่โดดเดี่ยว

9. ชาร์ตรู
- สะบ้าหลุดง่าย

10. คอร์นีซ เร็กซ์
- สูญเสียความร้อนในร่างกาย
- โรคหัวใจ
- ขาดไทรอยด์ฮอร์โมน

11. เดวอนเร็กซ์
- สูญเสียความร้อนในร่างกายง่าย
- โรคหัวใจ
- โรคข้อสะโพกเสื่อม
- สะบ้าหลุดง่ายเกร็ง / ชัก

12. อียิปเชี่ยน ชอร์ทแฮร์
- ไวต่อการแพ้ยาสลบ
- โรคหัวใจ
- สะบ้าหลุดง่าย

13. เอ็กโซติก ชอร์ทแฮร์
- น้ำตาไหลพรากมากกว่าปกติ
- โพรงจมูกอักเสบ

14. ฮาวานา
- โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ

15. หิมาลายัน
- น้ำตาไหลพรากมากกว่าปกติ
- ขนร่วงเนื่องจากอารมณ์ผิดปกติ
- โพรงจมูกอักเสบ

ที่มา http://โลกสัตว์เลี้ยง.com/

เกลือมีประโยชน์หรือให้โทษกับแมวน้อย



เกลือในอาหารกับสัตว์เลี้ยง อาหารหลัก 5 หมู่ ช่วยเสริมสร้างความเจริญเติบโตให้กับสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือแม้กระทั่งสุนัขและแมว ต่างก็ต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้ไปเพื่อเสริมสร้างความเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กับร่างกาย ร่างกายของเราต้องการสารอาหารครบทุกหมู่ตั้งแต่ น้ำ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน เพื่อนำไปใช้เสริมสร้างความสมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งสารอาหารต่างๆ เหล่านี้มีความสำคัญต่อสัตว์เลี้ยงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สัตว์เลี้ยงที่สุขภาพดีย่อมต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป


เกลือหรือ Sodium Chloride (NaCl) ในปัจจุบันมีการกล่าวว่าการบริโภคเกลือให้ผลร้ายต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยงแต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ เกลือ หรือโซเดียมก็เป็นสารอาหารที่สำคัญในกลุ่มเดียวกับแร่ธาตุ ที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในขบวนการต่างๆตลอดเวลาแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม


-แร่ธาตุจำเป็น ร่างกายต้องการเป็นปริมาณมากกว่า ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม

-แร่ธาตุรอง ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อย ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ทองแดง แมงกานีส ไอโอดีน และซีลีเนียม

ความสำคัญของแร่ธาตุหลักที่มีต่อร่างกายสัตว์เลี้ยง ได้แก่
1. ช่วยรักษาสมดุลกรด-ด่างภายในร่างกาย
2. เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างแข็งของร่างกาย
3. มีผลต่อระดับความดันเลือด ช่วยคงระดับสมดุลของของเหลวในร่างกาย
4. เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างแข็งของร่างกาย

แร่ธาตุต่างๆ ที่ได้รับจากอาหารจำเป็นต้องมีความสมดุล หากมีการเสริม หรือ ได้รับแร่ธาตุในปริมาณที่มากกว่าความต้องการของร่างกายก็อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

เมื่อร่างกายที่ปกติได้รับเกลือหรือโซเดียมในปริมาณมากเกินความต้องการ จะใช้ขบวนการต่างๆทั้งระบบฮอร์โมน ไต ฯลฯ เพื่อขับเกลือเหล่านั้นออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เพื่อลดความดันเลือด และทำให้เกิดสมดุลของเกลือโซเดียมในร่างกายอีกครั้งเมื่อสัตว์เลี้ยงอายุมากขึ้น หรือสัตว์เลี้ยงมีความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือด
ซึ่งมีผลต่อความดันเลือดโดยตรง หรือ อวัยวะที่มีเลือดผ่านปริมาณมาก เช่น ไตเกิดเสื่อมการทำงานลง การมีปริมาณของเกลือในอาหารมากเกินความจำเป็น จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถปรับสมดุลของเกลือดังกล่าว รวมถึงแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องได้ ผลที่ตามมาคือ สัตว์เลี้ยงจะสูญเสียแต่ธาตุบางชนิดออกมากับปัสสาวะ สูญเสียน้ำหรือของเหลวออกนอกร่างกายเกิดการคั่งของเกลือโซเดียมและของเสียอื่นๆ ในเลือด ความดันเลือดเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น

หลายๆ คนที่ให้น้องหมา น้องแมว กินอาหารสำเร็จรูปปริมาณของโซเดียมในอาหารจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่

โดยเจ้าของควรพิจารณาปริมาณของเกลือโซเดียมตามชนิดของสัตว์เลี้ยง อายุ และ ความเสี่ยงของโรคต่างๆ ร่วมด้วยเสมอนอกจากอาหารสำเร็จแล้ว ยังมีเจ้าของอีกหลายคนที่ ชอบให้น้องหมาน้องแมวกินอาหารคนเพื่อเสริมรสชาติ

หากแต่การให้อาหารสำเร็จรูปที่มีปริมาณสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงแล้วนั้น การเสริมสารอาหารบางอย่างลงไปอีกจนเกินระดับที่เหมาะสมมักจะก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาวมากกว่าหากสุนัขหรือแมวได้รับรู้รสชาติอาหารที่มีทั้งไขมัน และ เกลือในปริมาณสูงๆ พวกเค้ามักจะเลือกกินอาหารเหล่านั้นมากกว่า อย่างที่เราพบว่า สุนัขหากได้ลองกินอาหารคนปรุงไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก ไก่ย่าง ตับปิ้ง ฯลฯ มักจะไม่ยอมกลับไปกินอาหารเม็ดอีกนั่นเอง

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าสารอาหารทุกตัวล้วนมีประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะฉะนั้นการที่จะขาดสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งไปอาจส่งผลกระทบต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายก็เป็นได้ หรือหากได้รับสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปก็จะเกิดผลเสียได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นการควบคุมดูแลในเรื่องการกินอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม



ที่มา http://โลกสัตว์เลี้ยง.com/

มาตรวจสอบคุณภาพอาหารแมวกันเถอะ

  • การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ (บทความ8/2553)
               การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์  เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค  อาหารสัตว์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและสุขภาพสัตว์  ช่วยให้ร่างกายของสัตว์เจริญเติบโตให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ  อาทิ  เนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่ 
                อาหารสัตว์ประกอบด้วยธัญพืช  ผลผลิตจากการเกษตรซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นพืชและสัตว์    จึงอาจมีสารที่ไม่พึงประสงค์ปนเปื้อนอยู่ได้ในวัตถุดิบอาหารสัตว์  สารผสมล่วงหน้า  และอาหารเสริมชนิดต่างๆ  สารเหล่านี้มีความจำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณ  เพื่อควบคุมคุณภาพให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย  หากไม่มีการเฝ้าระวังก็จะสะสมในร่างกายของสัตว์ และปนเปื้อนมาในเนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่  ตลอดจนผลิตภัณฑ์สัตว์ต่างๆ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคแก่ผู้บริโภค  
                สารต่างๆ เหล่านี้  ได้แก่  สารที่ก่อให้เกิดโรค เช่น โรควัวบ้า  เชื้อแบคทีเรียชนิดซัลโมเนลา  สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  สารพิษจากจุลชีพ  เช่น  อัลฟ่าทอกซิน  สารเภสัช  เคมีภัณฑ์  และยาตกค้างในอาหารสัตว์  เช่น  สารกลุ่มเบต้าอะโกรนิสต์  เมลามีน  สารมลพิษในสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนในอาหารสัตว์  เช่น  สาร ไดออกซิน  สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  โลหะหนัก  เช่น  ปรอท  ตะกั่ว  แคดเมียม  อาร์ซินิค  สารกลุ่มฮอร์โมน  เช่น  ไดเอสทิวสติวเบสทอล  สารดัดแปลงพันธุกรรม  GMOs  สารปลอมปนอื่นๆ เช่น เนื้อ และกระดูกป่น  
              นอกจากการตรวจวิเคราะห์สารไม่พึงประสงค์แล้ว  การตรวจวิเคราะห์อาหารสัตว์จำเป็นต้องตรวจด้านคุณภาพ  คุณค่าทางอาหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ซื้ออาหารสัตว์เหล่านั้นที่นำไปใช้เลี้ยงสัตว์แต่ละชนิด  คุณภาพของอาหารสัตว์สามารถประมาณคุณภาพเหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์  ได้จาก  ค่าของโปรตีน  ไขมัน  กาก  ความชื้น  เถ้า  ทรายเกลือ  ชนิดและปริมาณของวิตามินชนิดต่างๆ  ชนิดและปริมาณแร่ธาตุ  ชนิดและปริมาณกรดอะมิโน  ชนิดและปริมาณของเอมไซม์  และสารช่วยย่อย  ชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์  ทั้งยีสต์  แบคทีเรียและรา  ที่มีประโยชน์ในสารเสริมชีวนะ  ค่าต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการมักจะโฆษณาและระบุไว้ในฉลากหากไม่เป็นจริงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้  ผู้ซื้อก็จะเป็นผู้เสียประโยชน์
               กรมปศุสัตว์  เป็นผู้กำกับดูแลและรักษาผลประโยชน์ให้ผู้บริโภคสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดีดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดตลอดจนส่งเสริมการส่งออกอาหารสัตว์ เนื้อ และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจัดให้มีห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณภาพและความปลอดภัยของอาหารสัตว์อย่างสม่ำเสมอ และใช้มาตรการกำกับดูแลที่ดีให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในและภายนอกประเทศ  เพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนเป็นสำคัญ
              นอกจากนี้ยังมีคุณภาพด้านอื่นอีก  เนื่องจากการผลิตและการเก็บรักษาไม่ดีพอ คือ อาหารสัตว์เสื่อมคุณภาพ  ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้  อาหารสัตว์ที่ล่วงอายุไปจากที่แสดงฉลากไว้  อาหารสัตว์ที่เป็นรา บูดเน่า  หรือมีวัตถุมีพิษเจือปน  อาจเป็นอันตรายแก่สัตว์  อาหารสัตว์ที่บรรจุในภาชนะที่ห้ามใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร
              อาหารสัตว์มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสัตว์  และผลผลิตของสัตว์นอกจากนั้นยังมีผลต่อสุขภาพอนามัยของสัตว์  และถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นอาหารโปรตีน  เพื่อมนุษย์บริโภคแล้ว  ยังมีผลต่อเนื่องถึง  สุขภาพของมนุษย์  ผู้บริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ นั้น  ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรงเจริญเติบโตช้า  ป่วยและตายได้ในที่สุด  ยิ่งกว่านั้นหากไม่ช่วยกันควบคุม  กำกับ  ดูแล  แล้วยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ  ในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์อีกด้วย  หากพบอาหารสัตว์ที่เสื่อมคุณภาพวางจำหน่าย แจ้งที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์  กรมปศุสัตว์  โทร.0 – 2653 - 4444  ต่อ  3156 - 7  หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัด  หากต้องการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ติดต่อ  สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์  โทร. 0 – 2967 – 9751 -59  โทรสาร. 0 – 2967 - 9751   
***************************************  
ข้อมูล : กรมปศุสัตว์        
                                                                                           
เรียบเรียง : พิจารณา  สามนจิตติ  นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ  กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
  • การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ (บทความ8/2553)
               การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์  เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค  อาหารสัตว์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและสุขภาพสัตว์  ช่วยให้ร่างกายของสัตว์เจริญเติบโตให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ  อาทิ  เนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่ 
                อาหารสัตว์ประกอบด้วยธัญพืช  ผลผลิตจากการเกษตรซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นพืชและสัตว์    จึงอาจมีสารที่ไม่พึงประสงค์ปนเปื้อนอยู่ได้ในวัตถุดิบอาหารสัตว์  สารผสมล่วงหน้า  และอาหารเสริมชนิดต่างๆ  สารเหล่านี้มีความจำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณ  เพื่อควบคุมคุณภาพให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย  หากไม่มีการเฝ้าระวังก็จะสะสมในร่างกายของสัตว์ และปนเปื้อนมาในเนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่  ตลอดจนผลิตภัณฑ์สัตว์ต่างๆ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคแก่ผู้บริโภค  
                สารต่างๆ เหล่านี้  ได้แก่  สารที่ก่อให้เกิดโรค เช่น โรควัวบ้า  เชื้อแบคทีเรียชนิดซัลโมเนลา  สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  สารพิษจากจุลชีพ  เช่น  อัลฟ่าทอกซิน  สารเภสัช  เคมีภัณฑ์  และยาตกค้างในอาหารสัตว์  เช่น  สารกลุ่มเบต้าอะโกรนิสต์  เมลามีน  สารมลพิษในสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนในอาหารสัตว์  เช่น  สาร ไดออกซิน  สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  โลหะหนัก  เช่น  ปรอท  ตะกั่ว  แคดเมียม  อาร์ซินิค  สารกลุ่มฮอร์โมน  เช่น  ไดเอสทิวสติวเบสทอล  สารดัดแปลงพันธุกรรม  GMOs  สารปลอมปนอื่นๆ เช่น เนื้อ และกระดูกป่น  
              นอกจากการตรวจวิเคราะห์สารไม่พึงประสงค์แล้ว  การตรวจวิเคราะห์อาหารสัตว์จำเป็นต้องตรวจด้านคุณภาพ  คุณค่าทางอาหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ซื้ออาหารสัตว์เหล่านั้นที่นำไปใช้เลี้ยงสัตว์แต่ละชนิด  คุณภาพของอาหารสัตว์สามารถประมาณคุณภาพเหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์  ได้จาก  ค่าของโปรตีน  ไขมัน  กาก  ความชื้น  เถ้า  ทรายเกลือ  ชนิดและปริมาณของวิตามินชนิดต่างๆ  ชนิดและปริมาณแร่ธาตุ  ชนิดและปริมาณกรดอะมิโน  ชนิดและปริมาณของเอมไซม์  และสารช่วยย่อย  ชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์  ทั้งยีสต์  แบคทีเรียและรา  ที่มีประโยชน์ในสารเสริมชีวนะ  ค่าต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการมักจะโฆษณาและระบุไว้ในฉลากหากไม่เป็นจริงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้  ผู้ซื้อก็จะเป็นผู้เสียประโยชน์
               กรมปศุสัตว์  เป็นผู้กำกับดูแลและรักษาผลประโยชน์ให้ผู้บริโภคสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดีดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดตลอดจนส่งเสริมการส่งออกอาหารสัตว์ เนื้อ และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจัดให้มีห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณภาพและความปลอดภัยของอาหารสัตว์อย่างสม่ำเสมอ และใช้มาตรการกำกับดูแลที่ดีให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในและภายนอกประเทศ  เพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนเป็นสำคัญ
              นอกจากนี้ยังมีคุณภาพด้านอื่นอีก  เนื่องจากการผลิตและการเก็บรักษาไม่ดีพอ คือ อาหารสัตว์เสื่อมคุณภาพ  ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้  อาหารสัตว์ที่ล่วงอายุไปจากที่แสดงฉลากไว้  อาหารสัตว์ที่เป็นรา บูดเน่า  หรือมีวัตถุมีพิษเจือปน  อาจเป็นอันตรายแก่สัตว์  อาหารสัตว์ที่บรรจุในภาชนะที่ห้ามใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร
              อาหารสัตว์มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสัตว์  และผลผลิตของสัตว์นอกจากนั้นยังมีผลต่อสุขภาพอนามัยของสัตว์  และถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นอาหารโปรตีน  เพื่อมนุษย์บริโภคแล้ว  ยังมีผลต่อเนื่องถึง  สุขภาพของมนุษย์  ผู้บริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ นั้น  ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรงเจริญเติบโตช้า  ป่วยและตายได้ในที่สุด  ยิ่งกว่านั้นหากไม่ช่วยกันควบคุม  กำกับ  ดูแล  แล้วยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ  ในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์อีกด้วย  หากพบอาหารสัตว์ที่เสื่อมคุณภาพวางจำหน่าย แจ้งที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์  กรมปศุสัตว์  โทร.0 – 2653 - 4444  ต่อ  3156 - 7  หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัด  หากต้องการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ติดต่อ  สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์  โทร. 0 – 2967 – 9751 -59  โทรสาร. 0 – 2967 - 9751   
***************************************  
ข้อมูล : กรมปศุสัตว์        
                                                                                           
เรียบเรียง : พิจารณา  สามนจิตติ  นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ  กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
  • การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ (บทความ8/2553)
               การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์  เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค  อาหารสัตว์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและสุขภาพสัตว์  ช่วยให้ร่างกายของสัตว์เจริญเติบโตให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ  อาทิ  เนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่ 
                อาหารสัตว์ประกอบด้วยธัญพืช  ผลผลิตจากการเกษตรซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นพืชและสัตว์    จึงอาจมีสารที่ไม่พึงประสงค์ปนเปื้อนอยู่ได้ในวัตถุดิบอาหารสัตว์  สารผสมล่วงหน้า  และอาหารเสริมชนิดต่างๆ  สารเหล่านี้มีความจำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณ  เพื่อควบคุมคุณภาพให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย  หากไม่มีการเฝ้าระวังก็จะสะสมในร่างกายของสัตว์ และปนเปื้อนมาในเนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่  ตลอดจนผลิตภัณฑ์สัตว์ต่างๆ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคแก่ผู้บริโภค  
                สารต่างๆ เหล่านี้  ได้แก่  สารที่ก่อให้เกิดโรค เช่น โรควัวบ้า  เชื้อแบคทีเรียชนิดซัลโมเนลา  สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  สารพิษจากจุลชีพ  เช่น  อัลฟ่าทอกซิน  สารเภสัช  เคมีภัณฑ์  และยาตกค้างในอาหารสัตว์  เช่น  สารกลุ่มเบต้าอะโกรนิสต์  เมลามีน  สารมลพิษในสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนในอาหารสัตว์  เช่น  สาร ไดออกซิน  สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  โลหะหนัก  เช่น  ปรอท  ตะกั่ว  แคดเมียม  อาร์ซินิค  สารกลุ่มฮอร์โมน  เช่น  ไดเอสทิวสติวเบสทอล  สารดัดแปลงพันธุกรรม  GMOs  สารปลอมปนอื่นๆ เช่น เนื้อ และกระดูกป่น  
              นอกจากการตรวจวิเคราะห์สารไม่พึงประสงค์แล้ว  การตรวจวิเคราะห์อาหารสัตว์จำเป็นต้องตรวจด้านคุณภาพ  คุณค่าทางอาหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ซื้ออาหารสัตว์เหล่านั้นที่นำไปใช้เลี้ยงสัตว์แต่ละชนิด  คุณภาพของอาหารสัตว์สามารถประมาณคุณภาพเหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์  ได้จาก  ค่าของโปรตีน  ไขมัน  กาก  ความชื้น  เถ้า  ทรายเกลือ  ชนิดและปริมาณของวิตามินชนิดต่างๆ  ชนิดและปริมาณแร่ธาตุ  ชนิดและปริมาณกรดอะมิโน  ชนิดและปริมาณของเอมไซม์  และสารช่วยย่อย  ชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์  ทั้งยีสต์  แบคทีเรียและรา  ที่มีประโยชน์ในสารเสริมชีวนะ  ค่าต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการมักจะโฆษณาและระบุไว้ในฉลากหากไม่เป็นจริงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้  ผู้ซื้อก็จะเป็นผู้เสียประโยชน์
               กรมปศุสัตว์  เป็นผู้กำกับดูแลและรักษาผลประโยชน์ให้ผู้บริโภคสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดีดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดตลอดจนส่งเสริมการส่งออกอาหารสัตว์ เนื้อ และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจัดให้มีห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณภาพและความปลอดภัยของอาหารสัตว์อย่างสม่ำเสมอ และใช้มาตรการกำกับดูแลที่ดีให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในและภายนอกประเทศ  เพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนเป็นสำคัญ
              นอกจากนี้ยังมีคุณภาพด้านอื่นอีก  เนื่องจากการผลิตและการเก็บรักษาไม่ดีพอ คือ อาหารสัตว์เสื่อมคุณภาพ  ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้  อาหารสัตว์ที่ล่วงอายุไปจากที่แสดงฉลากไว้  อาหารสัตว์ที่เป็นรา บูดเน่า  หรือมีวัตถุมีพิษเจือปน  อาจเป็นอันตรายแก่สัตว์  อาหารสัตว์ที่บรรจุในภาชนะที่ห้ามใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร
              อาหารสัตว์มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสัตว์  และผลผลิตของสัตว์นอกจากนั้นยังมีผลต่อสุขภาพอนามัยของสัตว์  และถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นอาหารโปรตีน  เพื่อมนุษย์บริโภคแล้ว  ยังมีผลต่อเนื่องถึง  สุขภาพของมนุษย์  ผู้บริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ นั้น  ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรงเจริญเติบโตช้า  ป่วยและตายได้ในที่สุด  ยิ่งกว่านั้นหากไม่ช่วยกันควบคุม  กำกับ  ดูแล  แล้วยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ  ในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์อีกด้วย  หากพบอาหารสัตว์ที่เสื่อมคุณภาพวางจำหน่าย แจ้งที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์  กรมปศุสัตว์  โทร.0 – 2653 - 4444  ต่อ  3156 - 7  หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัด  หากต้องการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ติดต่อ  สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์  โทร. 0 – 2967 – 9751 -59  โทรสาร. 0 – 2967 - 9751   
***************************************  
ข้อมูล : กรมปศุสัตว์        
                                                                                           
เรียบเรียง : พิจารณา  สามนจิตติ  นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ  กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
  • การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ (บทความ8/2553)
               การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์  เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค  อาหารสัตว์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและสุขภาพสัตว์  ช่วยให้ร่างกายของสัตว์เจริญเติบโตให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ  อาทิ  เนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่ 
                อาหารสัตว์ประกอบด้วยธัญพืช  ผลผลิตจากการเกษตรซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นพืชและสัตว์    จึงอาจมีสารที่ไม่พึงประสงค์ปนเปื้อนอยู่ได้ในวัตถุดิบอาหารสัตว์  สารผสมล่วงหน้า  และอาหารเสริมชนิดต่างๆ  สารเหล่านี้มีความจำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณ  เพื่อควบคุมคุณภาพให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย  หากไม่มีการเฝ้าระวังก็จะสะสมในร่างกายของสัตว์ และปนเปื้อนมาในเนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่  ตลอดจนผลิตภัณฑ์สัตว์ต่างๆ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคแก่ผู้บริโภค  
                สารต่างๆ เหล่านี้  ได้แก่  สารที่ก่อให้เกิดโรค เช่น โรควัวบ้า  เชื้อแบคทีเรียชนิดซัลโมเนลา  สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  สารพิษจากจุลชีพ  เช่น  อัลฟ่าทอกซิน  สารเภสัช  เคมีภัณฑ์  และยาตกค้างในอาหารสัตว์  เช่น  สารกลุ่มเบต้าอะโกรนิสต์  เมลามีน  สารมลพิษในสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนในอาหารสัตว์  เช่น  สาร ไดออกซิน  สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  โลหะหนัก  เช่น  ปรอท  ตะกั่ว  แคดเมียม  อาร์ซินิค  สารกลุ่มฮอร์โมน  เช่น  ไดเอสทิวสติวเบสทอล  สารดัดแปลงพันธุกรรม  GMOs  สารปลอมปนอื่นๆ เช่น เนื้อ และกระดูกป่น  
              นอกจากการตรวจวิเคราะห์สารไม่พึงประสงค์แล้ว  การตรวจวิเคราะห์อาหารสัตว์จำเป็นต้องตรวจด้านคุณภาพ  คุณค่าทางอาหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ซื้ออาหารสัตว์เหล่านั้นที่นำไปใช้เลี้ยงสัตว์แต่ละชนิด  คุณภาพของอาหารสัตว์สามารถประมาณคุณภาพเหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์  ได้จาก  ค่าของโปรตีน  ไขมัน  กาก  ความชื้น  เถ้า  ทรายเกลือ  ชนิดและปริมาณของวิตามินชนิดต่างๆ  ชนิดและปริมาณแร่ธาตุ  ชนิดและปริมาณกรดอะมิโน  ชนิดและปริมาณของเอมไซม์  และสารช่วยย่อย  ชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์  ทั้งยีสต์  แบคทีเรียและรา  ที่มีประโยชน์ในสารเสริมชีวนะ  ค่าต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการมักจะโฆษณาและระบุไว้ในฉลากหากไม่เป็นจริงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้  ผู้ซื้อก็จะเป็นผู้เสียประโยชน์
               กรมปศุสัตว์  เป็นผู้กำกับดูแลและรักษาผลประโยชน์ให้ผู้บริโภคสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดีดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดตลอดจนส่งเสริมการส่งออกอาหารสัตว์ เนื้อ และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจัดให้มีห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณภาพและความปลอดภัยของอาหารสัตว์อย่างสม่ำเสมอ และใช้มาตรการกำกับดูแลที่ดีให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในและภายนอกประเทศ  เพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนเป็นสำคัญ
              นอกจากนี้ยังมีคุณภาพด้านอื่นอีก  เนื่องจากการผลิตและการเก็บรักษาไม่ดีพอ คือ อาหารสัตว์เสื่อมคุณภาพ  ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้  อาหารสัตว์ที่ล่วงอายุไปจากที่แสดงฉลากไว้  อาหารสัตว์ที่เป็นรา บูดเน่า  หรือมีวัตถุมีพิษเจือปน  อาจเป็นอันตรายแก่สัตว์  อาหารสัตว์ที่บรรจุในภาชนะที่ห้ามใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร
              อาหารสัตว์มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสัตว์  และผลผลิตของสัตว์นอกจากนั้นยังมีผลต่อสุขภาพอนามัยของสัตว์  และถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นอาหารโปรตีน  เพื่อมนุษย์บริโภคแล้ว  ยังมีผลต่อเนื่องถึง  สุขภาพของมนุษย์  ผู้บริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ นั้น  ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรงเจริญเติบโตช้า  ป่วยและตายได้ในที่สุด  ยิ่งกว่านั้นหากไม่ช่วยกันควบคุม  กำกับ  ดูแล  แล้วยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ  ในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์อีกด้วย  หากพบอาหารสัตว์ที่เสื่อมคุณภาพวางจำหน่าย แจ้งที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์  กรมปศุสัตว์  โทร.0 – 2653 - 4444  ต่อ  3156 - 7  หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัด  หากต้องการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ติดต่อ  สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์  โทร. 0 – 2967 – 9751 -59  โทรสาร. 0 – 2967 - 9751   
***************************************  
ข้อมูล : กรมปศุสัตว์        
                                                                                           
เรียบเรียง : พิจารณา  สามนจิตติ  นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ  กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์

  • การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ (บทความ8/2553)
               การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์  เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค  อาหารสัตว์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและสุขภาพสัตว์  ช่วยให้ร่างกายของสัตว์เจริญเติบโตให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ  อาทิ  เนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่ 
                อาหารสัตว์ประกอบด้วยธัญพืช  ผลผลิตจากการเกษตรซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นพืชและสัตว์    จึงอาจมีสารที่ไม่พึงประสงค์ปนเปื้อนอยู่ได้ในวัตถุดิบอาหารสัตว์  สารผสมล่วงหน้า  และอาหารเสริมชนิดต่างๆ  สารเหล่านี้มีความจำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณ  เพื่อควบคุมคุณภาพให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย  หากไม่มีการเฝ้าระวังก็จะสะสมในร่างกายของสัตว์ และปนเปื้อนมาในเนื้อสัตว์  น้ำนม  ไข่  ตลอดจนผลิตภัณฑ์สัตว์ต่างๆ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคแก่ผู้บริโภค  
                สารต่างๆ เหล่านี้  ได้แก่  สารที่ก่อให้เกิดโรค เช่น โรควัวบ้า  เชื้อแบคทีเรียชนิดซัลโมเนลา  สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  สารพิษจากจุลชีพ  เช่น  อัลฟ่าทอกซิน  สารเภสัช  เคมีภัณฑ์  และยาตกค้างในอาหารสัตว์  เช่น  สารกลุ่มเบต้าอะโกรนิสต์  เมลามีน  สารมลพิษในสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนในอาหารสัตว์  เช่น  สาร ไดออกซิน  สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  โลหะหนัก  เช่น  ปรอท  ตะกั่ว  แคดเมียม  อาร์ซินิค  สารกลุ่มฮอร์โมน  เช่น  ไดเอสทิวสติวเบสทอล  สารดัดแปลงพันธุกรรม  GMOs  สารปลอมปนอื่นๆ เช่น เนื้อ และกระดูกป่น  

นอกจากการตรวจวิเคราะห์สารไม่พึงประสงค์แล้ว  การตรวจวิเคราะห์อาหารสัตว์จำเป็นต้องตรวจด้านคุณภาพ  คุณค่าทางอาหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ซื้ออาหารสัตว์เหล่านั้นที่นำไปใช้เลี้ยงสัตว์แต่ละชนิด  คุณภาพของอาหารสัตว์สามารถประมาณคุณภาพเหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์  ได้จาก  ค่าของโปรตีน  ไขมัน  กาก  ความชื้น  เถ้า  ทรายเกลือ  ชนิดและปริมาณของวิตามินชนิดต่างๆ  ชนิดและปริมาณแร่ธาตุ  ชนิดและปริมาณกรดอะมิโน  ชนิดและปริมาณของเอมไซม์  และสารช่วยย่อย  ชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์  ทั้งยีสต์  แบคทีเรียและรา  ที่มีประโยชน์ในสารเสริมชีวนะ  ค่าต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการมักจะโฆษณาและระบุไว้ในฉลากหากไม่เป็นจริงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้  ผู้ซื้อก็จะเป็นผู้เสียประโยชน์
               กรมปศุสัตว์  เป็นผู้กำกับดูแลและรักษาผลประโยชน์ให้ผู้บริโภคสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดีดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดตลอดจนส่งเสริมการส่งออกอาหารสัตว์ เนื้อ และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจัดให้มีห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณภาพและความปลอดภัยของอาหารสัตว์อย่างสม่ำเสมอ และใช้มาตรการกำกับดูแลที่ดีให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในและภายนอกประเทศ  เพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนเป็นสำคัญ
              นอกจากนี้ยังมีคุณภาพด้านอื่นอีก  เนื่องจากการผลิตและการเก็บรักษาไม่ดีพอ คือ อาหารสัตว์เสื่อมคุณภาพ  ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้  อาหารสัตว์ที่ล่วงอายุไปจากที่แสดงฉลากไว้  อาหารสัตว์ที่เป็นรา บูดเน่า  หรือมีวัตถุมีพิษเจือปน  อาจเป็นอันตรายแก่สัตว์  อาหารสัตว์ที่บรรจุในภาชนะที่ห้ามใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร
              อาหารสัตว์มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสัตว์  และผลผลิตของสัตว์นอกจากนั้นยังมีผลต่อสุขภาพอนามัยของสัตว์  และถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นอาหารโปรตีน  เพื่อมนุษย์บริโภคแล้ว  ยังมีผลต่อเนื่องถึง  สุขภาพของมนุษย์  ผู้บริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ นั้น  ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรงเจริญเติบโตช้า  ป่วยและตายได้ในที่สุด  ยิ่งกว่านั้นหากไม่ช่วยกันควบคุม  กำกับ  ดูแล  แล้วยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ  ในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์อีกด้วย  หากพบอาหารสัตว์ที่เสื่อมคุณภาพวางจำหน่าย แจ้งที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์  กรมปศุสัตว์  โทร.0 – 2653 - 4444  ต่อ  3156 - 7  หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัด  หากต้องการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ติดต่อ  สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์  โทร. 0 – 2967 – 9751 -59  โทรสาร. 0 – 2967 - 9751   
***************************************  
ข้อมูล : กรมปศุสัตว์        
                                                                                           
เรียบเรียง : พิจารณา  สามนจิตติ  นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ  กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มาดูอายุแมวกันดีกว่า


ที่มาจาก : http://www.click2vet.com/ น.สพ.กิติกร เกียรติยิ่งอังศุลี

ค่าไตสูงดีหรือไม่ในแมว

ตรวจเลือดออกมาแล้วค่าไตสูงกว่าปกติ  ยังไม่ต้องตกใจว่าจะเป็นไตวาย ตายไว  ตายแน่ๆ

เนื่องจากยังมีหลาย สาเหตุที่ทำให้ค่าไตสูงขึ้นได้ และสาเหตุหลายๆอย่างนั้นบางสาเหตุก็สามารถรักษาให้หายได้

เพียงแต่ ต้องมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มอีกหลายอย่างเพื่อเจาะจงลงไปให้ถึงสาเหตุที่แท้จริง   ดังนั้นเมื่อตรวจเลือดออกมาแล้วค่าไตสูงอย่าพึ่งถอดใจ  ให้พยายามตรวจหาสาเหตุต่อไปก่อนว่าเกิดจากอะไรกันแน่


ปล. ตารางนี้เป็นเพียงหลักการคร่าวๆ ที่นำมาจากหนังสือเล่มนึงเท่านั้น   ในการตรวจวินิฉัยของคุณหมอแต่ล่ะท่านยังมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอีก หลายอย่าง
เช่นความรู้ ประสบการณ์ เครื่องไม้เครื่องมือที่มี  ดังนั้นการตรวจของหมอแต่ล่ะคนอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง  หากไม่เป็นไปตามตารางก็ไม่ได้หมายความว่าผิดแต่อย่างใดครับ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นว่าแมวป่วยหรือไม่??


1.ดูที่ช่องปาก
แมวที่มีสุภาพดี เหงือกต้องสีชมพูสวย  และที่สำคัญปากต้องไม่เหม็น 

 2ดูที่ขน
แมวที่มีสุขภาพดี ขนจะนุ่ม สลวยเงางาม ดูแข็งแรง ไม่ติดพันเป็นกระจุก สังกะตัง  การที่เส้นขนของแมวดูขาดชีวิตชีวานั่นแสดงให้เห็นว่าได้รับการดูแลที่ไม่เหมาะสม หรือขาดโภชนาการที่ดี   ภาวะขาดสารอาหาร 
อย่างไรก็ดีการที่ขนร่วงเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะฮอร์โมนแปรปรวน/ฮอร์โมนไม่สมดุล ช่วงผลัดขน ช่วงหลังคลอด มีความเครียดหรือป่วย การแพ้ เช่น แพ้น้ำลายของหมัด โรคขี้เรื้อนตัวไร เป็นเหา แพ้แชมพู  เป็นต้น
และการติดเชื้อที่ผิวหนัง เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ยีส หรือไรขี้เรื้อน ก็เป็นอีกสาเหตุนึงที่ทำให้ขนหลุดร่วง

3.ดูที่ตา
แมวที่มีสุขภาพดี  ตาต้องชุ่มชื้น สดใส ไม่ขุ่นมัว ไม่มีขี้ตา แผล ขอบตาไม่แดง

4.ดูที่หู
หูต้องไม่มีกลิ่น ไม่มีขี้หูมากจนเกินไป ขี้หูดำ ขี้หูเปียก ขี้หูเยอะกว่าปกติ และแมวต้องไม่เกาหูบ่อยเกินไป
 
5 ดูจมูก
 จมูกต้องไม่มีน้ำมูก จมูกจะชื้น เย็นอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ในบางทีแมวอาจจะจมูกแห้งได้
ดังนั้น การที่จมูกแห้ง ไม่ได้หมายความว่าแมวจะป่วยเสมอไป ต้องใช้วิจารณญาณด้วย แต่ถ้า แมวมีการ จาม ไอ หรือมีน้ำมูก นั่นแสดงว่า น้องแมวอาจจะกำลังเป็นหวัด

6 ดูที่อุ้งเท้า
อุ้งเท้าจะไม่ลอกร่อน เป็นแผล หรือไม่

7.ดูที่อุจจาระ
แมวที่มีสุขภาพดี จะต้องอีเป็นก้อน 

8.ดูที่การตอบสนอง
แมวซึมไหม? กินอาหารได้ปกติไหม?

เมื่อแมวเป็นเชื้อรา

หลายคนคงเคยสงสัยว่าแมวของเรามีอาการคัน ขนร่วงนั้นเป็นเพราะเชื้อราหรือเปล่า?

 ถ้าเป็นแล้วจะรักษาอย่างไร?

ติดต่อมาสู่คนได้หรือไม่?

 ควรดูแลแมวของเราอย่างไร?

 ...คิดไปคิดมาเริ่มจะสับสน ถ้าอย่างนั้นมาทำความรู้จักกับเชื้อราในแมวกันดีกว่า..

แมวที่เป็นเชื้อราจะมีอาการแสดงอย่างไร?

แมวที่มีปัญหาเชื้อราจะมีขนร่วง โดยอาจร่วงเป็นวงเพียงวงเดียว หลายวง หรือกระจายทั่วไป โดยอาจพบร่วมกับสะเก็ด รังแค ผื่นแดง ตุ่มแดง หรือขนมันได้ ในบางรายอาจมีการติดเชื้อราบริเวณเล็บร่วมด้วย ซึ่งแมวอาจแสดงอาการคันหรือไม่คันก็ได้ หากมีอาการคันมักพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ส่วนบางรายที่มีการติดเชื้อราในผิวหนังชั้นลึกจะพบว่าผิวหนังเป็นตุ่มใหญ่หรือเป็นก้อนบวมนูนลักษณะคล้ายเนื้องอก ภายในอาจมีก้อนหนองและมีการอักเสบร่วมด้วย
ซึ่งการติดเชื้อราในผิวหนังชั้นลึกนั้นพบได้น้อยกว่าการติดเชื้อราของผิวหนังชั้นตื้นทั่วไป นอกจากนี้แมวที่มองภายนอกเห็นว่าขนสวยตามปกตินั้นอาจมีเชื้อราแฝงอยู่ได้เช่นกันเพียงแต่ไม่แสดงอาการทางผิวหนัง แต่สามารถเป็นพาหะในการแพร่กระจายเชื้อราให้สัตว์อื่นหรือคนได้ โดยจะพบได้บ่อยในแมวเปอร์เซีย

แมวกลุ่มใดที่มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อรา


 การติดเชื้อรานั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง โดยองค์ประกอบหลักคือ สุขภาพร่างกายของแมว ภาวะภูมิคุ้มกัน และจำนวน-ชนิดของเชื้อรา หากสุขภาพร่างกายของแมวไม่แข็งแรง เช่น เป็นลูกสัตว์หรือมีอายุมาก มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำหรืออยู่ในสภาวะถูกกดภูมิคุ้มกันจากโรคที่เป็นอยู่หรือจากการใช้ยาบางชนิด การขาดอาหารหรือการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ความเครียด ฯลฯ หากร่วมกับการได้รับเชื้อราชนิดที่ก่อโรคและได้รับเชื้อราเป็นจำนวนมากนั้นล้วนมีส่วนทำให้แมวมีปัญหาติดเชื้อราได้


เราจะทราบได้อย่างไรว่าแมวมีปัญหาเชื้อรา

 แมวที่มีอาการทางผิวหนัง เช่น คัน ขนร่วง ผื่นแดง ตุ่มแดง สะเก็ด รังแค ขนมัน ฯลฯ จะมีอาการที่คล้ายคลึงกันหลายโรค เช่น ผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ปรสิตภายนอก ภาวะภูมิแพ้ (แพ้น้ำลายหมัด, แพ้สิ่งสัมผัส, แพ้อาหาร, ภูมิแพ้) ไรขี้เรื้อนขุมขน ภาวะภูมิคุ้มกันทำลายผิวหนังตนเอง ฯลฯ เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการทางผิวหนังดังกล่าว เจ้าของจึงควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงและทำการรักษา ไม่ควรใช้ยาเองเนื่องจากการใช้ยาไม่ถูกกับโรคนั้นนอกจากแมวของเราจะไม่หายจากอาการผิดปกติที่เป็นอยู่ แต่อาจทำให้เกิดผลเสียหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยา และอาจทำให้อาการลุกลามมากยิ่งขึ้นได้ โดยวิธีการวินิจฉัยว่าแมวมีปัญหาเชื้อรานั้นมีหลายวิธี ได้แก่ การตรวจเส้นขน การใช้หลอด UV ตรวจสารเรืองแสงจากเชื้อราบางชนิด การตรวจชิ้นเนื้อ การเพาะเชื้อรา ฯลฯ ซึ่งการเพาะเชื้อรานี้เป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบันที่แม่นยำที่สุดในการวินิจฉัยปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา และที่สำคัญแมวไม่เจ็บจากการตรวจด้วยวิธีนี้
โดยสัตวแพทย์จะนำเส้นขนและสะเก็ดรังแคจากบริเวณที่สงสัยไปเพาะในอาหารเลี้ยงเชื้อรา รอผลประมาณ 10 วัน หากมีปุยเชื้อราขึ้นในอาหารเลี้ยงเชื้อร่วมกับสีของอาหารเปลี่ยนไปตามที่ชุดเพาะเลี้ยงเชื้อรากำหนด (จากสีเหลืองเป็นสีแดง) นั้นถือว่าเป็นผลบวก ซึ่งสัตวแพทย์จะทำการตรวจแยกในขั้นต่อไปว่าเป็นเชื้อราก่อโรคชนิดใด

แมวเป็นเชื้อราต้องได้รับการรักษาหรือไม่ อย่างไร?

แมวที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีปัญหาการติดเชื้อราเพียงเล็กน้อยและไม่ลุกลามนั้น อาจหายเองได้โดยภูมิคุ้มกันของสัตว์เองที่มีต่อเชื้อรา โดยใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 10 – 16 สัปดาห์หากไม่ได้รับการรักษา แต่หากทำการรักษาจะช่วยลดระยะเวลาของการติดเชื้อให้สั้นลง ลดการแพร่กระจายของเชื้อราสู่คน สัตว์อื่นๆ และสิ่งแวดล้อม โดยการรักษาที่ดีที่สุดนั้นควรประกอบด้วย

1. การใช้ยาเฉพาะที่หรือแชมพูกำจัดเชื้อรา เพื่อฆ่าเชื้อราและสปอร์ของเชื้อราบนตัวสัตว์ ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อราสู่สิ่งแวดล้อม

2. การใช้ยารับประทานเพื่อฆ่าเชื้อรา โดยมีวัตถุประสงค์ให้การติดเชื้อไม่ลุกลาม และลดระยะเวลาของการติดเชื้อให้สั้นลง

3. การใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมที่แมวอยู่ เพื่อลดโอกาสการกลับมาติดเชื้อซ้ำและลดการแพร่กระจายของเชื้อราสู่คนและสัตว์อื่นๆ

โดยใช้ระยะเวลาในการรักษาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4 – 6 สัปดาห์ และประเมินผลการรักษากับสัตวแพทย์เป็นระยะ โดยสุนัขและแมวที่มีขนกลับมาขึ้นเต็มเป็นปกติแล้วอาจยังมีการติดเชื้อราหลงเหลืออยู่ได้และสามารถเป็นพาหะเก็บกักเชื้อไว้ในตัวได้อีก

ดังนั้นจึงควรปรึกษาสัตวแพทย์ถึงแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมเป็นแต่ละกรณีไป

ยาที่ใช้ในการรักษาเชื้อราแบบรับประทานมีผลข้างเคียงต่อแมวหรือไม่

ยาที่ใช้ในการรักษาเชื้อรามีหลายชนิดขึ้นอยู่กับกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงของยา ซึ่งการรักษาเชื้อราในปัจจุบันมักจะเลือกใช้ยาที่ค่อนข้างปลอดภัยต่อแมว (ส่วนใหญ่เป็นยาที่ใช้ในการรักษาเชื้อราในคน) เนื่องจากต้องใช้ยาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน
ดังนั้นหากแมวมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วยจึงควรตรวจร่างกายและตรวจเลือดเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของสัตวแพทย์ในการพิจารณาเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับแมวของเราก่อนทำการรักษา

การดูแลแมวที่มีปัญหาเชื้อรานั้นมีข้อควรปฏิบัติอย่างไร

แมวที่มีปัญหาเชื้อรานั้นควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในรายที่เป็นลูกสัตว์หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ หากมีแมวหลายตัวที่เลี้ยงรวมกันในบ้านนั้นควรแยกตัวที่เป็นออกเพื่อลดการกระจายเชื้อไปยังตัวอื่นๆ ด้วย


และหากเป็นแมวที่มีขนยาวควรตัดขนสั้นเพื่อจำกัดการกระจายของเชื้อรา
สองภาพนี้เอามาจาก http://www.ohozone.com/catandkittenpics15/21925532053171.JPG


สามภาพนี้ตัวเดียวกันค่ะเอามาจาก http://www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J8480663/J8480663-3.jpg

และให้ง่ายต่อการใช้แชมพูยาหรือยาฆ่าเชื้อราเฉพาะที่ด้วย ส่วนแมวตัวอื่นที่เลี้ยงร่วมกันแต่ยังไม่ได้แสดงอาการทางผิวหนังนั้นควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจ เนื่องจากในบางรายมีการติดเชื้อราแต่ยังไม่มีอาการแสดงทางคลินิก ซึ่งควรได้รับการรักษาไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้เจ้าของควรดูแลสุขภาพร่างกายของตนให้แข็งแรงและรักษาความสะอาดอยู่เสมอ

 เนื่องจากเชื้อราก่อโรคในแมวสามารถติดต่อมาสู่คนได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คนสูงวัย มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เครียด ฯลฯ

ภาพนี้เอามาจาก www.click2vet.com ค่ะ


ส่วนการทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ของสุนัขและแมว และของใช้ในบ้านนั้นควรหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำโดยใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อรา เช่น น้ำยาซักผ้าขาว สเปรย์ฆ่าเชื้อรา เป็นต้น ซึ่งความถี่ของการทำความสะอาดควรเป็นทุกวันหรือวันเว้นวัน และควรทำต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนภายหลังจากแมวหายจากปัญหาเชื้อราแล้วเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีกในภายหลัง

สรุปแล้วหากแมวของเรามีปัญหาเชื้อราหรือสงสัยว่าจะเป็นเชื้อรา ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาเนื่องจากเชื้อราเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากสัตว์มาสู่คนได้ โดยการรักษานั้นประกอบด้วยหลายวิธีร่วมกันจึงจะได้ผลดีในการรักษา ร่วมกับการดูแลของเจ้าของ เช่น การอาบน้ำ การทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมในบ้าน ฯลฯ เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้แมวที่รักของเราหายจากปัญหาเชื้อราได้เร็วยิ่งขึ้น







ที่มา http://www.facebook.com/ รพ.สัตวเล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย















วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รับมือกับแมวที่ไม่ยอมกินยา

สำหรับยาเม็ดวิธีแรก แบ่งยาเม็ดออกเป็นสี่ส่วนเล็กแล้วแอบเอาไปยัดใส่ในอาหาร เช่น ลูกชิ้น ตับไก่ เนื้อไก่ เป็นต้น แล้วก้อเอาไปให้แมวกินตามปกติ อย่าแสดงพิรุจ ใดๆให้แมวเห็น ปล่อยให้แมวกินเองโดยที่ไม่รู้ว่าเราแอบเอายาใส่ไว้ อิ อิ อิ
หากวิธีแรกไม่สำเร็จ แมวเหมียวรู้ตัวก่อนว่ามียาแล้วคายทิ้ง ให้ลองต่อไป

วิธีที่สอง วิธีนี้ต้องระมัดระวังเมื่อให้ยาทางปากแมวเพื่อหลีกเลี่ยงการกัด เพราะว่าในปากแมวมีแบคที่เรียอยู่เยอะมาก จับหัวแมวจากด้านบน แล้วค่อยๆบีบปากเพื่อให้แมวอ้าปากออก เมื่อแมวอ้าปากปุ๊ปก้อจัดการหยอดเม็ดยาลงตรงโคนลิ้น แล้วปิดปากแมว จากนั้นก็ช่วยลูบคอแมวเพื่อให้แมวกลืนยาลงไป

ทำตามรูป

หากแมวไม่ยอมอ้าปากจริงๆ

จับยาด้วยนิ้วชี้และนิ้วโป้ง แล้วจึงใช้นิ้วกลางค่อยๆแหย่เข้าไปในปาก ดึงเปิดขากรรไกรล่าง  และหยอดยาลงไปในโคลนลิ้น แล้วปิดปากแมว จากนั้นก็ช่วยลูบคอแมวเพื่อให้แมวกลืนยาลงไป
 ตามรูป




แบบใช้อุปกรณ์ป้อนยา




แมวน้อยเป็นหวัด


วันหนึ่งท่านพบว่า เจ้าเหมียวของท่านและลูกๆ ของหล่อน อายุอานามเพียง 2-3 อาทิตย์ มีอาการไอ จาม ขี้มูกเขียว ไหลย้อย หรืออุดเต็มรูจมูก น่าตาทรุดโทรม ขนสกปรก เบื่ออาหาร มีไข้ ตาแดง จนบางครั้ง มีขี้ตามาก ทำให้ตาปิด เสียงร้องที่เคยมีกลับแหบแห้งหายไป มันมักจะเริ่มเป็นจากตัวใดตัวหนึ่งก่อน แล้วจึงแพร่ไปสู่ตัวอื่นๆ ซึ่งหากทิ้งไว้ก็เชื่อได้แน่ว่าเป็นครบทุกตัวในครอก ผลสุดท้ายลูกแมวส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องมักจบชีวิตลง
เจ้าโรคภัยที่ว่าของแมวนี้เราเรียกว่า “หวัดแมว” หรือฝรั่งเรียกว่า “Cat Flu” โดยมีที่มาจากอาการของระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกับหวัดคนนั่นเอง แต่ต้นเหตุของหวัดแมวนั้นมาได้จากไวรัสที่จำเพาะในแมว 3 ชนิด ด้วยกัน และริคเก็ทเซียอีกหนึ่งชนิด ไวรัส 2 ใน 3 ชนิดจัดเป็นสาเหตุสำคัญของหวัดแมว คือ FVRV และ FCV (ไม่ใช่ HIV นะครับ)
FVRV หรือ Feline Viral Rhinotracheitis Virus
จัดเป็นเจ้าไวรัสตัวร้ายที่สุดในบรรดาไวรัสที่ก่อให้เกิดหวัดแมว หลังจากแมวได้รับเชื้อ FVRV เข้าไป มันจะใช้ระยะฟักตัว 2 ถึง 10 วัน แล้วก่อให้เกิดการอักเสบของตา จมูก หลอดลม ทำให้แมวมีน้ำตาไหล น้ำมูก และเสมหะ เจ้าเหมียวจะแสดงอาการซึม หายใจลำบาก เป็นไข้ ไอ จาม และเบื่ออาหาร แล้วเชื้อแบคทีเรียทั้งหลายซึ่งจ้องท่ารออยู่แล้วก็จะเข้ามาซ้ำเติมทำให้มีขี้ตา และขี้มูกข้น เหนียว จนเป็นหนองออกมา ในระยะนี้อาจพบแผลหลุมเป็นวงๆ บนลิ้น แมวจะรู้สึกเจ็บ ทำให้ไม่อยากกินอาหาร ความรุนแรงของโรคจากเชื้อ FVRV คือ ปวดบวม และเยื้อหุ้มปอดอักเสบ เป็นผลให้ลูกแมวและแมวสูงอายุถึงกับเสียชีวิตได้ง่ายๆ
FCV หรือ Feline Calici Virus
ไวรัส FCV สามารถทำให้เกิดหวัดแมวที่รุนแรงในระดับเดียวกับ FVRV ก็ได้ หรือเป็นอ่อนๆ แค่น้ำมูกไหล ไอ จาม 2-3 วันก็ได้เช่นกัน แต่อาการที่ค่อนข้างชัดเจนจาก FCV คือ แผลหลุมบนลิ้น น้ำลายไหลยืดตลอดเวลา จนบางครั้งเจ้าของคิดว่าแมวโดนยาเบื่อไปเสียนี่ การที่แมวกินไม่ได้เพราะแผลในช่องปากเป็นเหตุให้ผ่ายผอม ซูบซีดอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ FCV ไม่มีผลต่อตาและจมูก ทำให้แยกได้จาก FVRV
Reovirus
เป็นไวรัสชนิดที่ 3 ซึ่งสามารถทำให้เกิดหวัดแมวได้ แต่มีความรุนแรงของโรคต่ำกว่า 2 ชนิดที่ว่าไปแล้ว ส่วนมากเป็นเพียงหวัดธรรมดาเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงตาย
หวัดแมวติดต่อกันได้อย่างไร ?
หวัดแมวเป็นโรคติดต่อของระบบการหายใจ โดยที่เชื้อไวรัสปลิวล่องลอยมาในอากาศจากแมวที่มีเชื้อ แล้วถูกสูดดมเข้าร่างกายแมวปกติ หรือการสัมผัสกันโดยตรง ทั้งนี้เราสามารถพบได้ในหลายๆ โอกาสที่มีแมวมาอยู่รวมกันมากๆ เช่น งานประกวดแมว หรือภายในคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ ที่ซึ่งแมวดีมาพบแมวป่วย การรับเชื้อจึงป้องกันได้ยากมาก
แมวที่หายป่วยจาดโรคหวัดแมวแล้วยังคงเป็นพาหะหรือรังโรคต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
การรักษาพยาบาลเหมียวเป็นหวัด
เมื่อท่านพาเจ้าเหมียวไปพบสัตวแพทย์ และการวินิจฉัยออกมาว่าเป็นหวัดแมว การรักษาก็คือ ใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันโรคแทรกจากเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงยาลดอักเสบและเสมหะของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งหากสภาพร่างกายของเจ้าเหมียวทรุดโทรม ขาดน้ำ ขาดอาหาร ก็จะได้รับการทดแทนชดเชยผ่านสารอาหารเหลว เช่น ให้น้ำเหลือ วิตามินฉีดเข้าเส้นเลือด ฯลฯ ข้อสำคัญท่านเจ้าของเองต้องให้ความร่วมมือดูแลสัตว์เลี้ยงของท่านอย่างเต็มที่ เช่น ป้อนยา ป้อนอาหาร เช็ดขี้มูก ขี้ตา อย่าให้เกรอะกรัง และปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด
วิธีป้องกันหวัดแมว
  • พาแมวเหมียวไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันหวัดแมวเมื่ออายุ 9 อาทิตย์ขึ้นไป
  • หลีกเลี่ยงการนำแมวที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันไปปะปนกับแมวภายนอกหรือสังคมแมวอื่นๆ
  • หากต้องนำแมวเหมียวไปฝากเลี้ยง ณ สถานที่ใดก็ตามต้องแน่ใจว่าแมวเหมียวของ ท่านมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหวัดแมวดีแล้ว
ที่มา http://tvma.tripod.com/ โดย ผศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร

มาหวีขนแมวกันเถอะ

แต่ไหนแต่ไรมาบ้านเราไม่ค่อยจะมีปัญหามากนักเกี่ยวกับขนของแมวที่เลี้ยงกันอยู่ตามปกติ หากจะมีบ้างก็ขนร่วงเท่านั้นเอง ทั้งนี้เพราะบ้านเรามีเฉพาะแมวพันธุ์เมืองร้อน จึงมีขนที่สั้นเหมาะสม กับสภาพความร้อนในภูมิภาคนี้ของโลก
ทว่าปัจจุบันมีผู้นำแมวพันธุ์ต่างประเทศซึ่งมันเป็นเมืองหนาวจึงมีขนยาวเป็นพิเศษมาเลี้ยงในบ้านเรา นัยว่าสวยงาม น่ารัก แปลกตา และเป็นของนอกดี แมวที่ว่านี้เป็นแมวที่เรียกว่าแมวพันธุ์เปอร์เซีย มันมีขนยาว เส้นบางละเอียด หน้าสั้น กลม ดั้งจมูกยุบ ไม่ค่อยมีมากเหมือนแมวไทย สนนราคาก็แพง เอาการ
เมื่อแมวขนยาวมาอยู่เมืองร้อนทำให้ต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จึงทำให้พบว่ามีการผลัดขนเดิมที่ยาว หนาออก ขนที่ขึ้นมาใหม่แม้ว่าจะเป็นขนยาวแต่ก็ไม่ยาวเท่าเดิม ตลอดจนไม่หนาแน่นนัก ทั้งนี้เป็นการปรับรับ สภาพความร้อนที่กำลังเผชิญอยู่ ผ่อนหนักให้เป็นเบา
แม้ว่าขนจะสั้นลงแต่ก็จัดว่ายาว ประกอบกับเส้นขนที่ยาวทำให้เกิดปัญหาขนติดพันกันเป็นก้อนง่ายมาก ยิ่งเวลาเจ้าของขาดการเอาใจใส่ดูแล ไม่หวี ไม่แปรงเป็นประจำละก็ไม่กี่วันเห็นผลทันตา จากขนสลวย สวยเก๋กลับเป็นขนก้อนขนติดกันเป็นปึก มิหนำซ้ำยังมีเป็นแหล่งอับชื้นสร้างปัญหาโรคผิวหนังที่อยู่ด้านล่างตามมา
ฉะนั้นท่านเจ้าของแมวขนยาวจึงควรมีการปรนนิบัติต่อเจ้าเหมียวเพื่อให้มีสุขภาพและสภาพขนที่ดีสวยงาม ตามพันธุ์ โดยใช้การแปรงขนอย่างถูกวิธีดังนี้
ที่มา http://tvma.tripod.com/ โดย ผศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร
ขั้นแรก ใช้หวีหยาบหรือหวีซี่ห่าง   มักเป็นหวีเหล็กแปรงสางบริเวณที่ขนยาวเพื่อขจัดเส้นขน ที่ติดหรือพันกัน จากนั้นจึงค่อยใช้หวีละเอียดสางซ้ำได้สะดวกขึ้น
ขึ้นที่สอง ใช้แปรงลวดหรือแปรงขนแข็ง แปรงต่อเพื่อขจัดเศษขนที่ตายแล้วออกไป
ขั้นที่สาม โรยแป้งลงไปบนขนโดยทั่วแล้วแปรงออกไปโดยทันที ขั้นตอนนี้ทำเพื่อให้ขนแยก ออกจากกันไม่พันยุ่งเหยิงนัก
ขั้นที่สี่ ใช้หวีซี่ถี่ทำการแปรงย้อนขนจากล่างขึ้นบนบริเวณคอทำให้ขนฟูพองออกมา
ขั้นที่ห้า คราวนี้ใช้แปรงสีฟันธรรมดานี่แหละครับ ทำการแปรงขนสั้นๆบริเวณบนใบหน้า ระวังทิ่มแทงตาหน่อยก็แล้วกัน
ขั้นสุดท้าย (ขั้นที่หก) ให้กลับไปเริ่มขั้นตอนที่ใหม่อีกครั้งแต่เปลี่ยนหวีเป็นชนิดซี่ห่างแทน คราวนี้รับรองว่าเจ้าเหมียวขนยาวจะมีขนที่ไม่ติดพันกัน แต่จะหนาเป็นเส้นละเอียดฟ่องฟู อย่างสวยงามเชียวครับ

รู้ทันโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่างในแมว

FLUTD : Feline Lower Urinary Tract Disease : โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่างในแมว

โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่างในแมวหรือ FLUTD ประกอบด้วยกลุ่มอาการต่างๆซึ่งส่วนใหญ่ก่อให้เกิดการอักเสบของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง แมวป่วยมักแสดงอาการเหมือนกระเพาะปัสสาวะอักเสบในคน เช่นการมีเลือดในปัสสาวะ อาการปัสสาวะไม่ออกหรือลำบาก

ในแมวบางตัว การเกิดผลึกนิ่วในทางเดินปัสสาวะส่วนล่างสามารถทำให้เกิดการอุดตันทางเดินปัสสาวะได้ ซึ่งพบได้บ่อยในแมวเพศผู้เนื่องจาก ท่อปัสสาวะของแมวเพศผู้แคบกว่าท่อปัสสาวะของแมวเพศเมีย ในแมวที่ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้ สามารถเสียชีวิตได้ภายใน 2-4 วัน เนื่องจากกรณีที่มีการอุดตันของท่อปัสสาวะนั้นจะทำให้น้ำปัสสาวะไหลย้อนกลับขึ้นไปทำลายไต และทำให้เกิดไตวายตามมาได้




สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

ไม่มีสาเหตุที่แน่นอนของโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง แต่จากการศึกษาพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงดังนี้
อาหาร : ระดับแร่ธาตุบางชนิดที่สูงเกินไปจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดผลึกนิ่วในปัสสาวะ

แร่ธาตุแมกนีเซียมและฟอสฟอรัส เป็นส่วนประกอบสำคัญของในนิ่วสตรูไวท์ (struvite)
ซึ่งเป็นนิ่วที่พบได้บ่อย ดังนั้นจึงควรีการควบคุมปริมาณแร่ธาตุเหล่านี้ในอาหารให้มีปริมาณน้อย
นอกจากนี้อาหารแมวยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรด-ด่างในปัสสาวะ
ซึ่งนิ่วแต่ล่ะชนิดจะมีการก่อตัวในสภาพความเป็นกรด-ด่างที่แตกต่างกัน
 เช่นนิ่วสตรูไวท์จะก่อตัวในปัสสาวะที่เป็นด่าง ในขณะที่นิ่วแคลเซี่ยมออกซาเลท
(calcium oxalate) จะก่อตัวได้ดีในปัสสาวะที่เป็นกรด
ดังนั้นการให้อาหารที่ปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะได้เหมาะสม
ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดผลึกนิ่ว

พฤติกรรม : การขาดการออกกำลังกาย การถูกกักขัง การกินน้ำน้อย การอั้นปัสสาวะ
เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

สภาพร่างกาย : แมวที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนเนื่องจากอาหารและปัจจัยแวดล้อม
มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

เพศ : แมวทั้งเพศผู้และเพศเมียมีความเสี่ยงในการเกิดโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่างเท่าๆกัน
แต่แมวเพศผู้มีความเสี่ยงในการเกิดการอุดตันมากกว่าแมวเพศเมีย
เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของท่อทางเดินปัสสาวะที่เล็กกว่าแมวเพศเมีย
ความเครียด : การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม หรือการมีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่

*** จากการศึกษาในปัจจุบันพบว่าการทำหมันแมวเพศผู้ตั้งแต่อายุน้อย
 ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วหรือปัญหาท่อทางเดินปัสสาวะส่วนล่างอุดตันแต่อย่างใด ***

อาการของแมวที่เป็นโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
ปัสสาวะบ่อย แต่ปริมาณน้อย
ปัสสาวะผิดที่ หรือปัสสาวะนอกกระบะทราย
มีเลือดในปัสสาวะ
เลียที่อวัยวะเพศบ่อยๆ โดยเฉพาะในแมวตัวผู้
แสดงอาการเจ็บปวด หรือเกร็งเวลาถ่ายปัสสาวะ

*** ในแมวที่ไม่สามรถถ่ายปัสสาวะได้ เนื่องจากเกิดการอุดตันทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
 จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที เพราะเป็นปัญหาที่อันตรายถึงชีวิต ***







การวินิจฉัยโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
จากประวัติและอาการ : ปัสสาวะเป็นเลือด หรือปัสสาวะไม่ออก
จากการตรวจร่างกาย : เจ็บเกร็งเมื่อคลำช่องท้อง พบกระเพาะปัสสาวะมีขนาดใหญ่ในรายที่การอุดตันทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
การตรวจวิเคาะห์ปัสสาวะเพื่อดูผลึกที่ละลายอยู่ในปัสสาวะ (เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการระบุชนิดของนิ่ว)
การ x-ray หรือ ultrasound ช่องท้อง เพื่อดูก้อนนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ อาจพบหรือไม่พบก้อนนิ่วก้ได้ เนื่องจากก้อนนิ่วมีหลายชนิด มีทั้งแบบที่มองเห็นและมองไม่เห็น

*** ก้อนนิ่วที่ผ่าตัดเอาออกมาจากกระเพาะปัสสาวะ ไม่สามารถที่จะระบุชนิดของนิ่วจากรูปร่างของก้อนนิ่วได้ เนื่องจากก้อนนิ่วที่จับตัวเป็นก้อนนั้นมีแร่ธาตุหลายอย่างผสมกันอยู่ การจะระบุชนิดของนิ่วจากก้อนนิ่วที่ผ่าออกมานั้นปัจจุบันสามารถตรวจได้เพียงที่เดียวคือที่ Minnesota Urolith Center ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (สอบถามรายละเอียดการส่งตรวจก้อนนิ่วเพื่อระบุชนิดนิ่วได้ที่สถานพยาบาลสัตว์ที่รักษาอยู่ โดยเป็นการส่งผ่านบริษัท เวท เรคคอมเมนด์ จำกัด : VET. RECOMMENDED CO., LTD. ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายอาหารของ Hill's)







ลักษณะของผลึกนิ่วในปัสสาวะ (Crystal Identification)

ลักษณะของก้อนนิ่วที่ผ่าออกจากกระเพาะปัสสาวะ (Urolith Identification)











การรักษาโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

ขึ้นอยู่กับอาการ ลักษณะของปัญหา การอุดตัน และชนิดของก้อนนิ่ว

การรักษาทางยา :
หรือกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ขยายท่อปัสสาวะและช่วยละลายนิ่ว
การปรับสมดุลกรดด่างของปัสสาวะ เพื่อให้นิ่วละลาย (ต้องทราบชนิดของนิ่วที่เป็นก่อน)


การสอดท่อปัสสาวะในรายที่มีการอุดตัน

การให้สารน้ำ เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำ และ

กรณีมีก้อนนิ่ว ขึ้นอยู่กับชนิดของนิ่วว่าจะผ่าตัด รักษาด้วยยา หรืออาหารสัตว์ป่วยเฉพาะโรค
การผ่าตัดแปลงเพศในแมวเพศผู้ที่เกิดการอุดตันท่อทางเดินปัสสาวะส่วนล่างแบบแก้ไขไม่ได้


การดูแลระยะยาว
เลือกใช้อาหารสัตว์ป่วยเฉพาะโรคที่เหมาะสมกับปัญหาที่เป็น
ไม่ให้แมวกินของขบเคี้ยว อาหารปรุงเอง หรือวิตามินอาหารเสริมเองโดยเด็ดขาด
จัดหาน้ำดื่มที่สะอาดให้แมว หากจำเป็นอาจต้องบังคับป้อนน้ำให้แมวเป็นระยะ
หมั่นดูแลกระบะทราย ดูการขับถ่ายของแมวเป็นประจำ
เมื่อแมวเริ่มแสดงอาการผิดปกติเกี่ยวกับปัญหาทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
รีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที



ข้อแนะนำในการให้อาหารสัตว์ป่วยเฉพาะโรค

อาการเบื่ออาหารหรือปฏิเสธอาหารสัตว์ป่วยเฉพาะโรคอาจพบได้ในแมวหลายๆตัว
 หากแมวของท่านปฏิเสธการกินอาหารให้ลองปฏิบัติดังนี้
เปลี่ยนแปลงอาหารอย่างช้าๆ โดยเริ่มจากการผสอาหารใหม่กับอาหารเก่า
 และค่อยๆเพิ่มสัดส่วนอาหารใหม่ทุกๆวันทีละน้อย จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นอาหารใหม่ 100%
หากเป็นอาหารเปียกสามารถอุ่นอาหาร ให้อุ่นๆ เพื่อเพิ่มความน่ากินของอาหาร
ระวังอย่าให้อุณหภูมิสูงเกินไป
หากแมวของท่านไม่ยอมกินอาหารเกินกว่า 48 ชั่วโมง รีบปรึกษาสัตวแพทย์ทันที

*** ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการบังคับป้อนอาหาร
 โดยใช้อาหารผสมน้ำและปั่นให้ละเอียด และบังคับป้อนด้วย Syringe
หรืออาจผสมอาหารที่แมวชอบ แต่ต้องเป็นอาหารที่ไม่ปรุงรสลงไปในอาหารสัตว์ป่วย
โดยอัตราส่วนไม่เกิน 10% ของปริมาณอาหารสัตว์ป่วยที่ต้องกิน
 เพื่อเพิ่มความน่ากินของอาหาร
(อาหารสัตว์ป่วยเฉพาะโรคต่อให้ดีเลิศแค่ไหนก็ตาม ถ้าไม่สามารถทำให้สัตว์กินได้ก้ไม่มีประโยชน์)




อ้างอิงจาก
Handbook of CAT HEALTH ของบริษัท Pfizer)
The 5-Minute Veterinary Consult: Canine and Feline
เอกสารเรื่องโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่างในแมว ของบริษัทเวท เรคคอมเมนด์ จำกัด
คู่มือ Managing Crystalluria and Urolithiasis Feline & Canine ของบริษัท Hill's
เรียบเรียงใหม่โดย น.สพ.กิติกร เกียรติยิ่งอังศุลี webmaster :
click2vet.com
การบรรเทาตามอาการอื่นๆ
ยาปฏิชีวนะในรายที่มีการติดเชื้อ ยาขับปัสสาวะ

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ยาสามัญประจำบ้านแมว

1. น้ำเกลือล้างแผล
ใช้ NSS (Normal Saline Solution) ใช้ล้างทำความสะอาดแผลกรณีที่แผลสกปรกมีฝุ่นหรือดินติดมากๆ ที่ใช้ NSS เนื่องจากใช้แล้วไม่ค่อยแสบครับ

ปล.น้ำเกลือมีหลายประเถทครับ แต่ที่ใช้ล้างแผลคือ NSS นะครับ


2. ปลอกคอ (collar)
ควรมีขนาดที่พอดีกับเจ้านายที่บ้านไว้สัก 1 อัน เวลาเกิดแผลขึ้นมา ใส่ไว้ก่อน ป้องกันการทำร้ายตัวเอง (การเกาบริเวณใบหน้า และการเลียแผลบริเวณส่วนท้ายลำตัว)

อันนี้สำคัญนะครับ บางครั้งเจ้านายที่บ้านเริ่มเป็นแค่แผลเพียงเล็กๆ แต่ถ้าเลียหรือเกามากๆแผลจะอักเสบติดเชื้อและแผลใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมมากเลยครับ


3.กลุ่มยาล้างทำความสะอาดแผล
3.1 แอลกอฮอล์
ใช้เช็ดรอบๆแผลนะครับ ไม่ใช้เช็ดที่แผลโดยตรง เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กัดเนื้อเยื่ออ่อน สังเกตุง่ายๆครับ เวลาเราเป็นแผลแล้วเช็ดแอลกอฮอล์ที่แผลเราจะแสบครับ เจ้านายที่บ้านก็แสบเหมือนกัน

ปล. สินค้าหรือยามันมีหลากหลายยี่ห้อนะครับเลือกใช้ตามความสะดวกของทาสแมวครับ รูปที่มาโพสแค่ถ่ายของที่อยู่ใกล้ๆตัวมาให้ดูก่อนเท่านั้นเองครับ


3.2 ไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์
ยาล้างแผลตัวนี้ เวลาใช้ทาไปที่แผลจะเป็นฟองขาวๆฟู่ๆ

ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ที่ขายกันมีอยู่ 2 ความเข้มข้นครับ คือ 3% และ 6% ดูที่ข้างขวด (ตัวอย่างในรูป คำว่า 3% จะอยู่เหนือราคา 30 บาทที่ขวดน่ะครับ)

3% นำมาล้างแผลได้เลย
6% ต้องเจือจางผสมน้ำ ในอัตราส่วน 1:1 ก่อน


ไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์ ใช้ล้างแผลที่มีคราบเลือดคราบหนองมากๆ ครับ จะช่วยล้างเลือดและหนองที่แห้งกรังบนแผลได้ดีทีเดียว ล้างแผลให้สะอาดก่อนแล้วค่อยแต้มยาตัวอื่นต่อไป


ปล.กรณีเลือดเลอะที่เสื้อผ้า ใช้ ไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์ แต้มบริเวณที่เลอะ และค่อยเอาไปซัก ก็ได้ครับ


3.3 โปรวิโดนไอโอดีน หรือที่ทาสแมวชาวไทยรู้จักกันในยี่ห้อ เบตาดีน

เมื่อล้างแผลสะอาดแล้วเวลาแต้มยาก็ใช้ เบตาดีนแต้มนี่ล่ะครับ (เนื่องจากเบตาดีนออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเมื่อมีคราบหนองหรือเลือดอยู่ ดังนั้นก่อนแต้มควรล้างแผลให้สะอาดก่อนนะครับ)

นอกจากนี้ตัวเบตาดีน ก็นำมาใช้ล้างแผลได้ด้วยนะครับ ผสมเจอจางกับน้ำ อัตราส่วนคงประมาณ 1/10 ถึง 1/20 เอาว่าสีของน้ำที่ผสม สีออกมาเหมือนชาดำเย็นน่ะครับ---> ใช้ล้างแผลได้ด้วย ไม่แสบมากนัก


4. อุปกรณีที่ใช้ประกอบการล้างแผล

ผ้ากอส
ใช้เช็ด หรือขัดแผลได้ดีครับ เนื่องจากลักษณะของผ้าจะสากๆ ใช้ขัดแผลดีทีเดียว

สำลี---> หลังจากทำความสะอาดแผลเสร็จเวลาแต้มยาก็ใช้สำลีชุบยาไปแต้มที่แผลครับ

cotton bud หรือ ไม้สำลีแคะหู ---> ก็ใช้ในการล้างแผลได้ด้วยกรณีที่ปากแผลไม่กว้างแต่ ข้างในเป็นโพรง เอา cotton bud จุ่มน้ำยาทำความสะอาดแผลแล้วก็แยงเข้าไปเช็ดข้างในได้ครับ

หลอดฉีดยา (syringe)

มีติดตัวไว้ไม่เสียหาย นอกจากใช้ในการป้อนยา ฉีดยาแล้ว ใช้ในการล้างแผลได้ด้วย กรณีแผลโดนกัดที่แผลภายนอกเป็นรูเล็กๆแต่ข้างในเป็นโพรง ถ้าหมอไม่ได้กรีดขยายปากแผล---> ก็ใช้ syringe ดูดยาล้างแผล แล้วก็ฉีดเข้าไปทางปากแผล บีบให้ยาล้างแผลออกมา แล้วก็ทำซ้ำหลายๆรอบก็ เป็นการล้างแผลอีกวิธีนึงครับ

เรื่องการถูกน้ำร้อนลวก หรือแผลไฟลวก
ป้องกันไว้ดีที่สุดครับ แต่แมวบางตัวซนนะครับ กระโดดขึ้นไปเหยียบเตาไฟ บ้าง เอาหน้าไปดูใกล้ๆเตาอบบ้าง ฯลฯ


กรณีปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนไปหาหมอ ก็เป็นพวกครีมรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกครับ + ควรใส่ collar ด้วยครับ ป้องกันการเลียแผลและป้องกันการเลียยาที่เราทาแผล ยาที่ใช้ทาภายนอกห้ามรับประทานครับ


เรื่องบาดแผลในช่องปาก

ยาสามัญประจำบ้านที่ใช้ได้ก็คือ Gentian Violet หรือยาม่วงที่เราเรียกๆกันนั้นเอง

สามารถใช้ทาในปากได้ครับ แต่เจ้านายบางตัวเวลาโดนทาอาจจะทำน้ลายไหลย้อย หรือน้ำลายเป็นฟองก็ได้นะครับ คิดดูล่ะกันเมื่อเจ้านายสะบัดหัวเมื่อไหร่ ทาสแมวเตรียมหลบกันได้เลยครับ

กรณีกินสารพิษเข้าไป

อันนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสารพิษครับ สารบางอย่างควรกระตุ้นให้อาเจียน สารบางอย่างห้ามทำให้อาเจียน ดีที่สุด เอาฉลากของสารพิษที่เราสงสัยไปด้วย และรีบพาไปหาหมอเร็วที่สุด


ถ้าเป็นการปฐมพยาบาลแบบชาวบ้านก็เช่นการป้อนนม น้ำมันพืช หรือไข่ขาว เพื่อช่วยลดการดูดซึมของสารพิษ แต่ค่อนข้างอันตรายนะครับ ถ้าป้อนแล้วเค้าสำลัก อาจทำให้ถึงตายได้ครับ


ยาที่คิดว่า OK และน่าจะมีติดกระเป๋าพยาบาลไว้ คือเม็ดคาร์บอนครับ


เม็ดคาร์บอน จะเป็นเม็ดสีดำๆ (ที่เราใช้กินเวลาท้องเสียน่ะครับ) มีหลายยี่ห้อแตกต่างตามคุณภาพครับ เวลาซื้อปรึกษา เภสัชก่อนล่ะกันครับเอาชนิดที่คุณภาพดีๆหน่อย


ที่แนะนำเม็ดคาร์บอนเพราะไม่ใช่ตัวยา หรือสารออกฤทธิ์ ครับ เม็คาร์บอนแค่ดูดซับสารพิษ แล้วให้สัตว์ขับออกทางอึเท่านั้น ดังนั้นกรณีสงสัยสัตว์กินสารพิษเข้าไป ป้อนเม็ดคาร์บอนเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนได้ครับ แล้วรีบพาไปหาหมอให้เร็วที่สุด


อีกอย่างนึงที่ควรมีติดกระเป๋าพยาบาลไว้ คือ

ผงเกลือแร่ (ORS) ---> ที่เอาไว้ชงกินเวลาท้องเสียน่ะครับ

กรณีเจ้านายถ่ายเหลว หรือท้องเสีย แล้วยังไม่สามารถพาไปหาหมอได้ ที่โดยมากหมอมักแนะนำให้ชงน้ำหวานผสมเกลือป้อนให้เจ้านายนั่นล่ะครับ

เจ้าผง ORS เนี่ยส่วนผสมก็คือน้ำตาล และเกลือแร่นั่นเอง

ก็ชงตามอัตราส่วนและค่อยๆป้อนเรื่อยๆนะครับ เพื่อป้องการการขาดน้ำรุนแรง จนเจ้านายที่บ้านช๊อค


ย้ำเช่นเคยน่ะครับว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเจ้านายคือการรีบพาไปหาหมอนะครับ
แต่ถ้าเจ้านาย อาเจียนหนัก ป้อนน้ำเกลือแร่แล้วยังอาเจียน ให้หยุดป้อนนะครับ เพราะยิ่งป้อนจะยิ่งไปกระตุ้นการอาเจียน พออาเจียนมากๆเข้าจะยิ่งเพลียกว่าเดิมมากครับ กรณีนี้พาไปหาหมอด่วนที่สุด ต้องให้น้ำเกลือแทนครับ(เข้าเส้น หรือใต้ผิวหนัง แล้วแต่ความรุนแรงของอาการ)


ปล.เน้นเรื่องยาพาราอีกที
ยาพาราเซตามอล ไม่ใช้ยาลดไข้สำหรับแมวแต่เป็นยาพิษครับ ห้ามป้อนให้แมวโดยเด็ดขาด


รูปข้างล่างเป็นแมวที่เจ้าของป้อนยาพาราให้กิน ผิวหนังและเหงือกกลายเป็นสีเหลืองเนื่องจากตับวาย + กับฉี่ออกมาเป็นเลือดเนื่องจากไตวาย



ที่มาจาก : http://www.click2vet.com/ น.สพ.กิติกร เกียรติยิ่งอังศุลี

มารู้จักพยาธิเม็ดเลือดในแมว : Hemobartonellosis

พยาธิเม็ดเลือดในแมว : Hemobartonellosis หรือ Feline Infectious Anemia หรือ Mycoplasma haemofelis
    เกิดจากเชื้อ Hemobartonella feris ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า  Mycoplasma haemofelis เดิมเข้าใจว่าเป็นกลุ่มริกเก็ตเซียปัจจุบันถูกจัดเป็นเชื้อแบคทีเรีย    เชื้อจะเกาะอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงที่โตเต็มวัย  เมื่อระบบภูมิต้านทานของร่างกายตรวจพบเชื้อนี้ จะมีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อนี้ที่ม้าม  การติดต่อของเชื้อเกิดได้จากการได้รับการถ่ายเลือดที่มีเชื้อ  การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกขณะอยู่ในครรภ์ หรือผ่ายแมลงดูดเลือดที่เป็นภาหะซึ่งคาดว่ายุงและหมัดจะเป็นพาหะของเชื้อนี้   มักพบเชื้อนี้ในแมวที่ไม่แสดงอาการป่วย  จึงมีการสันนิษฐานว่าโรคนี้อาจเป็นโรคแทรกซ้อน หลังจากเกิดโรคที่ทำให้เกิดความเครียด    ถ้าไม่ทำการรักษาโรคนี้มีอัตราการเสียชีวิต 30%
*** ภาพประกอบจากหนังสือ โลหิตวิทยาทางสัตวแพทย์ สพ.ญ.ดร.เฉลียว ศาลากิจ

อาการ
  • ซึมและเบื่ออาหาร
  • เยื่อเมือกซีด หรือเหลือง
  • หายใจเร็วหรือหอบ
  • คลำท้องพบม้มขยายใหญ่

การวินิจฉัย
   ทำการตรวจเลือด
  • CBC : ดูค่า PCV, RBC และ Hb ซึ่งมักจะต่ำกว่าปกติ  และตรวจพบเชื้อ Hemobartonella feris อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง
  • Reticulocyte count : จะพบค่าเพิ่มขึ้นหลังจากมีการทำลายเม็ดเลือดแดง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-6 วัน

 การรักษา
  • ในแมวที่โลหิตจาง ไม่ควรทำให้แมวเครียด  ควรให้อยู่ในที่สงบ
  • ให้เลือดแก่แมวที่ PCV ต่ำกว่า 15%
  •  ให้ยากลุ่ม Tetracyclines เช่น  Vibravet (ยาฆ่าเชื้อแบบก้างปลา)  และยากลุ่ม Fluoroquinolone เช่น Marbocyl ติดต่อกัน 28 วัน 
  • ให้ Prednisolone เพื่อป้องกันเม็ดเลือดแดงแตก และช่วยกระตุ้นการทำงานไขกระดูก และกระตุ้นความอยากอาหาร
  •  ให้ Glucose เข้าเส้นเลือดในแมวที่สุขภาพทรุดโทรมเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  •  ให้สารอาหารบำรุงร่างกาย

การติดตามผล
  • ควรตรวจเลือดเช็ค PCV วันเว้นวัน หลังจากเริ่มทำการรักษา
ที่มาจาก : http://www.click2vet.com/ น.สพ.กิติกร เกียรติยิ่งอังศุลี

สุนัขและแมว กับเชื้อรา

เชื้อราชนิด dermatophyte ทำให้เกิดโรคในบริเวณที่มี keratin ได้แก่ ผิวหนังชั้นนอกสุด เส้นผมและเล็บ เกิดจากเชื้อ 3 genera คือ Trichophyton, Microsporum และ Epidermophyton ซึ่งอาศัยอยู่ในดิน คน และสัตว์
*** เชื้อราในสุนัขและแมวจะมีอาการ การรักษาที่เหมือนๆกันนะครับ  ขอกล่าวรวมๆ และขออภัยที่ภาพประกอบเป็นภาพแมวเนื่องจากเป็นภาพ จากกระทู้ในเว็บพันทิพที่หมอเคยทำไว้นานแล้วครับ
ลักษณะรอยโรคของเชื้อราคือ ขนร่วงเป็นวงๆ ตรงกลางวงจะไม่ค่อยมีขน ส่วนที่ขอบๆของรอยโรคจะพบว่าเส้นขนบริเวณขอบๆนั้นจะหลุดร่วงได้ง่าย ดู ลักษณะรอยโรคเชื้อราตามรูปนะครับ
ความสำคัญของโรคเชื้อราคือเป็น โรคสัตว์ติดต่อสูคน/Zoonosis   ดังนั้นเมื่อสงสัยว่าสัตวเลี้ยงเป็นเชื้อราพาไปหาหมอตรวจด่วนก่อนที่จะติดต่อไปยังสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆหรือเจ้าของ


การรักษาเชื้อรา
 *** เชื้อราเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษา อย่างน้อย 1-2 เดือน  ดังนั้นเจ้าของต้องมีความอดทนและวินัยในการรักษาอย่างต่อเนื่องระยะยาวนะครับ


  • ยากินฆ่าเชื้อรา  ออกฤทธิ์ได้ดี โดยเฉพาะกรณีเป็นเชื้อรากระจายทั่วตัว  (แต่ยาฆ่าเชื้อรามักมีผลข้างเคียงต่อตับ ดังในการให้ยาอยู่ที่ดุลพินิจของหมอ)
  • ยาทาภายนอก  มีหลากหลายกลุ่ม ทั้งตัวยา หรือกลุ่มสมุนไพร
  • แชมพูยา (หลังอาบน้ำต้องไดร์ขนให้แห้งเพื่อไม่ให้เชื้อราเจริญเติบโต)
  • การโกนขนเพื่อให้ทายาได้ง่ายขึ้น และไม่ให้ขนเป็นแหล่งเก็บกักสปอร์เชื้อรา
  • การหมั่นซักล้างทำความสะอาด บริเวณที่อยู่อาสัยของสัตว์เลี้ยง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเก็บกักสปอร์เชื้อรา
  • หากสัตว์เลียถึงควรใส่ Collar เพื่อป้องกันการเลียยา และป้องกันผิวหนังอักเสบและอับชื้นจากการเลีย

 ที่มาจาก : http://www.click2vet.com/ น.สพ.กิติกร เกียรติยิ่งอังศุลี

รับมืออย่างไรเมื่อแมวเป็นโรคช่องหูอักเสบ

อาการ
   ผนังของรูหูอักเสบแดง มีเลือดหรือหนอง มีกลิ่นเหม็น  เกา คัน สะบัดใบหู

สาเหตุ
- เกิดจากการติดเชื้อ เช่นแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อยีสต์ ไรในหู
- น้ำเข้าหูนานๆ โดยไม่เช็ดออก ---> หูอับชื้น/อักเสบ มีเชื้อต่างๆเข้ามาแทรกซ้อน
- อาการแพ้ หรือภูมิแพ้ บางอย่างก็ออกอาการที่หูได้เช่นกัน

การตรวจวินิฉัย
   ทำคล้ายๆกับการตรวจหาไรในหู คือใช้ไม้สำลีแคะหูเก็บตัวอย่าง และนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ แต่ต่างกันตรงที่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อยีสต์ มีขนาดเล็กมากและ ใสไม่มีสี ดังนั้นจึงต้องย้อมสีก่อน เพื่อเวลาส่องกล้องจะได้มองเห็น




การรักษา
   ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเชื้อตัวไหน การรักษามีทั้งยากิน ยาฉีด ยาหยอดหู

*** กรณีที่เป็นเรื้อรัง รักษาไม่หายซักที อาจทำการเก็บตัวอย่างในรูหูไปเพาะเชื้อและทำการทดสอบหาความไวของยาด้วยก็ได้ จะได้จัดยาให้ตรงกับเชื้อ (การเป็นเรื้อรังรักษากันมานานๆ หรือเปลี่ยนคลินิกบ่อยๆ ได้ยาไม่ต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดการดื้อยาได้ จึงอาจต้องทำการทดสอบหาความไวของยา)

ดังนั้นการรักษาหูอักเสบโดยทั่วๆไปจะมีดังนี้ครับ
  1. รักษาที่สาเหตุ (ต้องตรวจให้รู้ก่อนว่าเกิดจากอะไร และรักษาให้ตรงกับสาเหตุ) เช่นการให้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อ, การหยอดหลังด้วย Revolution หรือ Advocate กรณีที่เกิดจากไรในหูเป็นต้น
    • การล้างทำความสะอาดช่องหู ด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดช่องหู
    • การหยอดยาหยอดหูเช่น ยาหยอดหู Dexoryl หรือ ยาหยอดหู Otomax หรือ ยาหยอดหู Aurizon
  2. บรรเทาตามอาการ เช่นเกาคันมาก อาจต้องให้ยาลดคันร่วมด้วย 
  3. การป้องกันการทำร้ายตัวเองโดยใส่ collar ป้องกันการเกา
  4. ป้องกันการติดต่อตัวอื่นๆ เช่นกรณีเป็นไรในหู
  5. ป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก
ที่มาจาก : http://www.click2vet.com/   น.สพ.กิติกร เกียรติยิ่งอังศุลี